Intro

2005/Apr/27

สัปดาห์นี้น้าชาติกับท่านกุศลมาสัมมนาที่กรุงเทพฯ พักอยู่ที่โรงแรม Princeton เลยเพิ่งทราบว่าโรงแรมนี้อยู่ที่ถนนโรงปุ่ย วิธีไปคือเข้าจากวิภาวดีฯ ทางที่เขียนชี้ว่า มิตรไมตรี หรือถนนที่จะเข้าไปศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง นั่นแหละ แต่ไม่ต้องเลี้ยวขวา ตรงเข้าไปหน่อยก็ถึง ถ้าไปถึงปลายวิภาวดีฯ แล้วก็จะมองเห็นตึกโรงแรมอยู่แล้ว หาไม่ยาก เพียงแต่ไม่เคยทราบว่ามีโรงแรมชื่อนี้ อยู่ตรงนี้เท่านั้น ทั้งสองคนก็บอกว่า แท็กซี่เองก็ยังไม่รู้จักเลย ต้องบอกว่าอยู่ถนนโรงปุ๋ย ถึงจะหาทางมาถูก
ได้โอกาสดีเลยนัดว่าวันอังคารจะไปรับกินข้าเย็นกัน เพื่อรำลึกความหลัง และจะวางแผนรวมกลุ่มเพื่อนเก่ากันให้ได้สักที และจะได้บอกวัตถุประสงค์เรื่องการทำ blog บันทึกเรื่องเก่านี้ จะได้ส่งรูปมาให้ และช่วยกันเติมข้อมูล ตลอดจนเป็นศูนย์กลางที่จะให้เพื่อนได้ส่งข่าวมาหากันได้
ไปรับสองคนตึ้งแต่เย็น ไม่ถึงห้าโมงครึ่งดี เพราะทำเลโรงแรมอยู่ดีมาก ขึ้น Toll way วิ่งเข้าไปตั้งแต่หัวรังสิต แป๊บเดียวก็ถึง ที่ lobby โรงแรมนี้ดีมาก เก้าอี้นั่งมีมากดีจริงๆ เลยนั่งคุยเพื่อรอกันให้พร้อม น้าชาตินัดคุณหงา-ภรรยา มากรุงเทพฯ พร้อมลูกชายด้วย เลยรวมเป็น 5 คน ลูกชายก็คือน้องบิณที่เคยพาไปเที่ยวญี่ปุ่นตอนโน้นนั่นเอง กว่าจะออกไปกินก็เกือบหกโมงเย็น อีกอย่างที่ทำให้นั่งคุยกันนาน คือ ไม่รู้ว่าจะไปกินที่ไหนดี สุดท้ายตกลงกันว่าน่าจะไปกินอาหารญี่ปุ่นกัน เลยพาไปกินที่เยาฮันเก่า เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่าฟอร์จูน แต่ก็ยังติดเรียกชื่อเก่าอยู่ดี ที่ร้าน akane-ko คุยกันสนุกสนานออกรสชาติดีมากทุกๆ เรื่อง ย้อนความหลังกันสุดขีด
ทุกคนรำลึกถึงความหลังกันอย่างมันในอารมณ์ แม้ว่าน้าชาติจะดูสุขภาพไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ แต่ก็ยังอุตส่าห์ คัมไป ไปด้วยสัก 2 แก้ว ผมกับกุศลรำลึกถึงความหลังคราวนั่งซัดอาซาฮีดรายกันที่ Lobby ของ HITC ด้วยกันอย่างอร่อย และก็เห็นพ้องต้องกันว่า คิดถึงเพื่อนๆ ทุกคนที่เคยพานพบกันมาในช่วงหนึ่งของชีวิต เคยร่วมสุขสนุกสนาน (รู้สึกว่าจะไม่เคยร่วมทุกข์กันเลย เพราะอยู่ที่นั่นไม่มีใครทุกข์) อยากนัดหมายสังสรรค์กันสักครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะได้ทราบว่า ใครอยู่ไหน ทำอะไร กับใครกันบ้าง ที่จริงรุ่นนี้ นับว่าเจอคนหลากหลายมากมาย กลับมาที่นี่บางคนมาเป็นรัฐมนตรีก็มี ลูกสาวเป็นนางสาวไทยก็มี ประกาศเกี่ยรติคุณเก่งกาจกันมากมายก็หลายคน ปัญหามีอย่างเดียว เขาเหล่านั้นยังจำพวกเราได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่ท้อใจ อยากจะทำรำลึกความหลัง HITC 2535-2536 กันสักครั้ง จะเริ่มกันที่ให้คุณกุศลกับน้าชาติไปหารูปภาพ ฟิล์มเก่า คราวก่อน มาใส่เว็บ(โดยผมเอง) แล้วส่งเสียงไปบอกเพื่อน ให้บอกต่อๆ กันไป ใครรู้จักใครก็ให้ช่วยกันบอกต่อ จะได้มารวมร่วมกันสักคราว

2005/Apr/24

ภาพจาก yokoso japan
พออ่านข่าวซากุระทีไร ให้คิดถึงญี่ปุ่นขึ้นมาจับใจ ซากุระเป็นสิ่งที่อยู่ในใจผมเสมอ เพราะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวที่ผมไม่ได้เห็นในคราวไปญี่ปุ่น เพราะว่าระยะเวลาที่ผมไปอยู่ในญี่ปุ่น (พ.ค. 35 - มี.ค.36) นั้น ถือได้ว่าครบทั้ง 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่นทีเดียว หากทว่า ไม่ได้อยู่ครบ 1 ปีเต็ม ตรงช่วงรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับใบไม้ผลิ ซึ่งตกราวเดือนเมษายน นั้น เป็นช่วงเดียวของปี ที่ผมขาดไป ซึ่งช่วงนี้แหละครับ เป็นช่วงของ ซากุระบาน ของญี่ปุ่นพอดี เทศกาลซากุระ ซึ่งเข้าใจว่าญี่ปุ่นจะเรียกว่า ฮานามิ นั้น ฝังใจผมเสมอมา เวลาผ่านเมษายนทีไร จะได้ข่าวเทศกาลซากุระบานของญี่ปุ่น ให้ได้ถวิลหาอยู่ทุกปี นับจากปี 37 ถึงปีนี้ก็เข้าไป 12 ปีแล้ว ความคิดถึงนอกจากไม่ลดลงแล้ว ปีนี้ยังนับว่าหนักข้อขึ้นกว่าทุกปี ความอยากไปญี่ปุ่นมันเหมือนกับจะมาครบรอบสูงสุด ไม่ทราบเป็นอะไร ปีนี้ได้ข่าวญี่ปุนมากๆ มากกว่าทุกๆ ปี อาจเป็นเพราะ งาน expo'2005 ที่ใครๆ ก็กำลังพูดถึง ทำให้ได้ยินแต่คำว่า ญี่ปุ่น จนเร่งเร้าบางอย่างในใจให้พลุ่งพล่านออกมาสุดๆ ทางออกแรกของผม คือไปกว้านซื้อหนังสือเที่ยวญี่ปุ่นที่ใครๆ เขียนออกมาขายอยู่ในตลาดมาอ่าน ตอนนี้ซื้อมาได้ 5 เล่มแล้ว มีทั้งหมอดูเขียน ดาราเขียน ดอกเตอร์เขียน เยอะแยะไปหมด อ่านบ้างดูรุปบ้าง พาไปพามาไหนต่อไหนบ้าง แม้ยังอ่านไม่หมดแต่รู้สึกมากว่า คนอื่นไปญี่ปุน 1 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน ยังกลับมาเขียนได้เป็นวรรคเป็นเวร ไอ้เราไปอยู่ตั้งเกือบปี อยู่อย่างดี อยู่อย่างสมควรเก็บข้อมูลกลับมาเขียนได้เป็นตั้งๆ ใจก็อยากทำ กลับมาเป็นสิบปีแล้วยังไม่ได้เขียนสักที เป็นอะไรหนอเรา ยิ่งอ่านของคนอื่น ใจมันยิ่งอยากเขียนของตัวเองบ้าง ตอนนี้ก็กำลังเมามันทดสอบ blog อยู่ด้วย วันนี้เลยตัดสินใจว่าเขียน blogมันนี่แหละ น่าจะดี