JCompare

2005/Aug/02

เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักอันหนึ่งเลย คือเรื่องของ "ของหลวง"

รู้จัก "ของหลวง" ไหมครับ

สำหรับคนญี่ปุ่น ของหลวง คือของที่เราใช้ได้ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่ต้องบำรุงรักษาอย่างดี

สำหรับคนไทย ของหลวง คือของที่เราใช้ได้และหลายๆ คนมักจะแสดงความเป็นเจ้าของเสียเอง และไม่ต้องไปบำรุงรักษา (เพราะ "หลวง" มีหน้าที่ต้องมาบำรุงรักษา)

ทางเท้า คือ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด
ในประเทศญี่ปุ่น หน้าที่รักษาทางเท้า คือ เจ้าของร้านที่อยู่ตรงหน้าทางเท้านั้น แต่เจ้าของร้านนั้นไม่มีสิทธิที่จะเอาอะไรมาจับจองทางเท้าเป็นของตน เราจึงมักพบเห็นเจ้าของร้านออกมากวาดทางเท้าหน้าร้านตนเองเสมอ
ในเมืองไทย การจับจองเป็นเจ้าของทางเท้ามักจะเป็นเจ้าของร้านที่อยู่ตรงทางเท้านั้น ส่วนทางเท้าที่กว้างออกมาหน่อย ก็จะมีแม่ค้ามาตั้งร้าน (เขาเรียก หาบเร่ แผงลอย) ทำเป็นเจ้าของอย่างหน้าตาเฉย แต่คนเหล่านี้จะไม่มีวันทำความสะอาดหรือบำรุงรักษาบริเวณทางเท้าเหล่านี้เลย (ก็บอกแล้วไง หน้าที่บำรุงรักษาเป็นหน้าที่ของ "หลวง")

กรณีที่เทียบเคียงได้อีกอย่าง คือริมถนน หน้าตึกแถว เจ้าของตึกแถวจะทำเป็นที่จอดรถส่วนบุคคลเฉยเลย ทั้งๆ ที่มันเป็นถนนหลวง ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในประเทศญี่ปุ่น เพราะ คนที่จะซื้อรถ ต้องมีที่จอดรถของตนเองก่อน ถ้าไม่มีที่จอด ถึงจะมีเงินเท่าไร ก็ซื้อรถไม่ได้ ดังนั้นเรามักจะเห็นตามบ้านส่วนตัว (ซึ่งเนื้อที่จะไม่ค่อยมากเท่าไร) มักจะมีที่จอดรถแค่คันเดียว หากมีรถ 2 คัน อาจต้องติดที่จอดรถแบบยกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน (เห็นมากตามบ้านพักอาศัย)

ถ้าสำนึกสาธารณะมีบ้างตามสมควร เมืองไทยก็พัฒนาไปไกลกว่านี้มากแล้วครับ

2005/Aug/01

Queue: การเข้าคิว คือ วัฒนธรรมทางสังคมที่เป็นเรื่องแตกต่างกันอย่างมากมายของสองชนชาติ (คือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น) ยกตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ ลองไปดูตามประตูรถไฟ(ฟ้า)สิครับ ก่อนอื่น สังเกตที่พื้นนะครับ ทั้งไทยและญี่ปุ่นเขาจะให้คิวที่จะขึ้นอยู่ข้างๆ เว้นตรงกลางไว้ให้คนลง

สถานีรถไฟฟ้าญี่ปุ่น - จะมีการตั้งคิวก่อนรถเข้ามาเสียอีก ถ้ามีคนยืนตั้งคิวอยู่แล้ว คนถัดมาจะไปต่อท้ายคิวโดยอัตโนมัติ โดยยืนตามตำแหน่งข้างๆ ตำแหน่งประตูรถ และเมื่อประตูรถเปิด คนขึ้นจะรอให้คนลง ลงมาก่อนแล้วค่อยขึ้นไป ตามคิว

สถานีรถไฟฟ้าไทย - ไม่มีใครยืนเข้าคิวก่อนรถเข้ามา ทุกคนจะไปยืนเกร่ๆ กันอยู่ตามที่ต่างๆ และจะกรูกันเข้ามาตั้งคิวแบบแก่งแย่งคิวกัน คือ คนมาถึงคนแรก ยืนตรงลูกศร คนถัดมา (หน้าบางหน่อย) อาจมาต่อคิวลำดับ 2 -3 - 4 แต่พอคิวเริ่มยาว จะมีหน่วยกล้า(หน้าด้าน)ตาย เดินไปตั้งคิวใหม่ เมื่อไม่มีที่ ก็ไปยืนมันตรงลูกศรสำหรับคนลงนั่นแหละ ทีนี้พอประตูรถเปิด ความโกลาหลก็เริ่มขึ้น ทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตาเบียดกันเข้าไป เวลาแน่นๆ มันจะเบียดทั้งคนขึ้นคนลงเลยหละ

มันเหมือนกับว่า วัฒนธรรมระหว่างสองชาตินี้ช่างต่างกันเสียเหลือเกิน

2005/Jul/29

จากบทความตอนที่แล้ว ซึ่งเขียนด้วยความรู้สึก (เซ็งกับรถติดที่ไม่มีการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เสมือนกับว่าคนที่รับ(ผิด)ชอบไม่มีปัญญา) เมื่ออ่านทบทวนหลายๆ ครั้งแล้วเห็นว่า น่าจะลองเขียนเป็นบันทึกไว้กันลืมดีกว่า ว่าแนวทางแก้ปัญหา หรือแนวทางการวางระบบราง มันจะเป็นอย่างไรได้บ้าง

ประเด็นที่ 1 บนดิน บนฟ้า หรือใต้ดินดี
ปัญหานี้เป็นปัญหาโลกแตกก็ว่าได้ แต่จริงๆ ต้นตอปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า รางมันอยู่ที่ไหนหรอก แต่มันอยู่ที่เมืองนี้มันเป็นเมืองที่สั่งสมปัญหามาตั้งแต่เรื่องปัญหาผังเมืองเป็นเรื่องหลัก ปัญหาอาคารจอมมารยา(ตึกแถว) ที่อาละวาดกันอยู่ทุกวันนี้ ตึกแถวบ้านเรามันเอนกประสงค์เหลือเกิน ค้าขาย อยู่อาศัย แบ่งเช่า ตั้งบ่อน (oops) เมื่อตึกแถวตั้งอยู่ในที่ที่ควรจะเป็นอาคารอย่างหนึ่ง เช่น ค้าขาย มันก็แสดงตัวเป็น อาคารพาณิชย์ แต่พอกลางคืน มันก็แปลงร่างเป็นที่พักอาศัยไปในบัดดล หนำซ้ำ คนที่เป็นคนพักอาศัย กลางวันอาจเดินทางไปประกอบอาชีพที่อื่น พอกลางคืนกลับมา แทนที่จะนอนแต่ในตึกแถว หนอย เอารถมาขวางทางสัญจรสาธารณะ (ถนนหน้าตึกแถว) เข้าไปเสียอีก เรียกได้ว่าวางก้ามมากเลย ตัวอยู่ในที่ตัวเอง ยังเอาของมารุกล้ำที่สาธารณะเข้าให้อีก

แตกประเด็นนิด: เรื่องการรุกล้ำที่สาธารณะนี่ปัญหาโลกแตกเห็นได้ชัดเมื่อวันก่อนที่สรยุทธเอามาออกรายการ (ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นหมอ อีกฝ่ายเป็นร้านเบรก) ตัวปัญหาที่เห็นได้ชัดก็คือศาลพระภูมิ สร้างไปได้ไง บนเนื้อที่ที่เป็นถนน (ถึงแม้จะเป็นถนนส่วนบุคคลก็เถอะ) แล้วคนสร้างยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นที่ดินของเขาเสียอีก ทั้งๆ ที่มองจากภาพก็เห็นได้ชัดว่ามันมีสภาพเป็นถนน แล้วเรื่องแค่นี้แหละครับ ทะเลาะกันเป็นปี

ที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เพราะวันก่อนก็มีเรื่องนี้ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นประเด็น ก็เรื่องชาวบ้านแถบบางซื่อ มาร้องให้สายสีม่วงที่เขาทำเป็นลอยฟ้าผ่านถนนกรุงเทพนนท์ ให้มุดลงใต้ดิน โดยอ้างว่าจะเป็นมลพิษ พิจารณาให้ดีสาเหตุมันก็จะโยงๆ กันอย่างนี้แหละ ถนนแคบ (เพราะเขาเอารถมาจอดนอกบ้าน) แดดไม่โดนพื้น มลพิษกับตึกแถว (ที่กลางคืนเป็นที่พักอาศัย กลางวันทำธุรกิจ และจอดรถฟรี) ทั้งๆ ที่พิจารณาลึกลงไปจริงๆ แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแดดจัด อากาศร้อน การมีร่มเงาขนาดนี้ น่าจะทำให้ถนนไม่ร้อน สามารถใช้ร่มเงาได้ด้วยซ้ำ แต่บอกแล้ว บ้านนี้ตึกแถวมันมีอภิสิทธิ์ สามารถป้องกันการเติบโตของบ้านเมืองได้ มันถึงมาร้องกันไง ทั้งๆ ที่ถ้ามองในสายตาคนใช้พื้นที่ในตอนกลางวัน เออ มันก็ร่มดีนะ ไม่ร้อนแดด

นี่แค่เรื่องแรกยังยาวขนาดนี้เลย